Hungarian News in Thai

 


ข่าวเด่นประจาสัปดาห์
จากสคต.บูดาเปสต์
Weekly News
สัปดาห์ที่ 14 – 20 ก.พ. 2564

 

วิเคราะห์แนวโน้ม e-Commerce ในฮังการี
หากปี 2563 เป็นปีแห่งการเรียนรู้และทดสอบการรับมือ New normal ปี 2564 ก็จะเป็นปีที่ผู้ประกอบการต้องรับศึกหนักที่แท้จริง ที่จะต้องปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงให้ทัน เพราะผลสารวจพฤติกรรมผู้บริโภคในฮังการีล่าสุด เปิดเผยว่า พฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้ตอบแบบสารวจราวหนึ่งในสามเปลี่ยนไปอย่างถาวรนับตั้งแต่การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ในปีที่ผ่านมา โดยจะหันไปซื้อสินค้าและบริการออนไลน์มากขึ้น ฉะนั้น ผู้ประกอบธุรกิจทั่วโลกจาเป็นต้องปรับตัว เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายโดยเพิ่มช่องทางการขายออนไลน์ และศึกษาการเปลี่ยนแปลงความต้องการของตลาด มิฉะนั้นแล้วอาจส่งผลต่อผลประกอบการธุรกิจในปี 2564 นี้ได้
ทั้งนี้ การวิจัยการตลาดดังกล่าวจัดทาโดยบริษัท Reacty Digital สัญชาติฮังการี โดยเว็บไซต์สารวจความคิดเห็น veva.hu โดยมีผู้ร่วมตอบแบบสอบถามราว 800 คน ในช่วงอายุ 18 ถึง 79 ปี เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ร้านขายยา (Drugstore) เพิ่มบริการส่งสินค้าถึงบ้าน

ประชาชนจานวนมากจาเป็นต้องเปลี่ยนมาเรียนหรือทางานที่บ้าน ตามมาตรการควบคุมและป้องกันโรคระบาด จึงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อสินค้า จากการออกไปซื้อที่ร้านค้า เป็นการสั่งสินค้ามาส่งถึงบ้าน เห็นได้จากผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 56 ที่กล่าวว่าตนซื้อสินค้าทางออนไลน์ในปี 2563 มากขึ้นกว่าเมื่อสองปีก่อนหน้า งานวิจัยข้างต้นเปิดเผยตัวเลขการเติบโตของยอดขายบางหมวดสินค้าทางออนไลน์ เทียบกับปีก่อนหน้า ดังต่อไปนี้: ของใช้ในบ้านและผลิตภัณฑ์สุขอนามัย (ร้อยละ 20) และผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ เช่น เภสัชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ และเครื่องมือแพทย์ (ร้อยละ 16) อีกทั้งยังรายงานว่า ผู้ตอบแบบสอบถามราวร้อยละ 63 เลือกชาระค่าสินค้าด้วยบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตทางออนไลน์ แทนที่การชาระด้วยเงินสด
ทั้งนี้ คณะผู้วิจัยรายงานว่า ผู้บริโภคสูงวัย อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 83 ได้ซื้อสินค้าทางออนไลน์ในหมวดสินค้าที่ไม่เคยซื้อทางออนไลน์มาก่อน เช่น หนังสือ และผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ แสดงให้เห็นว่าการซื้อสินค้าออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติและครอบคลุมผู้บริโภคทุกช่วงวัยมากขึ้น

ร้านค้าปลีกจะพัฒนาไปเป็น Hybrid Store หรือ Ommi-channel มากขึ้น
ทั้งนี้คณะผู้วิจัยเสนอว่า แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นช่องทางทางเลือกที่เพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันอัตราการเติบโตไม่ได้ทิ้งห่างจากร้านค้าแบบดั้งเดิม (Traditional Store) มากนัก เพราะผู้ตอบแบบสอบถามจานวนมากส่วนหนึ่งระบุว่าหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สิ้นสุดลง ตนยังคงต้องการไปซื้อสินค้าที่ร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้า ในขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามกึ่งหนึ่งยังจะซื้อสินค้าที่ร้านควบคู่กับการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ด้วย
เมื่อต้องเลือกว่าจะไปซื้อที่ร้านหรือสั่งออนไลน์อย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ตอบแบบสอบถามราวหนึ่งในสามยังคงชอบไปซื้อของที่ร้านค้ามากกว่า ในขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 16 เลือกจะซื้อทางออนไลน์ โดยรวมแล้ว ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีรายได้น้อย และเป็นผู้สูงวัย ยังนิยมไปซื้อของที่ร้านค้า ในขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีรายได้ระดับปานกลางขึ้นไป และมีอายุ 18 ถึง 29 ปี จะเปลี่ยนไปสั่งซื้อสินค้าในเว็บไซต์แทน
ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดระบุว่า รูปแบบการค้าวิถีใหม่ หลังยุคโควิด-19 ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการบริโภคแบบใหม่ ว่ามีการบริโภคสินค้าหมวดใดมากขึ้นและลดลง รวมถึงรูปแบบการค้าขายทางออฟไลน์และออนไลน์ โดยอาจจะขายสินค้าแบบเดียวกัน หรือมีการปรับเปลี่ยนการเลือกสินค้าขึ้นมาขายให้แตกต่างกันก็ได้

ผู้บริโภคต้องการข้อมูลมากขึ้นเพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อ
คณะผู้วิจัยพบว่า ผู้บริโภคโดยทั่วไปหันมาให้ความสาคัญกับการศึกษาข้อมูลของผลิตภัณฑ์ และเปรียบเทียบกับตัวเลือกอื่นๆ ที่มีในท้องตลาดมากขึ้น ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งรูปแบบพฤติกรรมเหล่านี้มิได้จากัดช่วงอายุ หรือกลุ่มรายได้ โดยผู้บริโภคมักศึกษาข้อมูลสาคัญ ก่อนการตัดสินใจซื้อ เช่น ลักษณะทางกายภาพ คุณสมบัติ ความคิดเห็นของผู้ใช้จริงคนอื่นๆ จากช่องทางออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ขายสินค้า เว็บไซต์รีวิว ฉะนั้น การให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เข้าถึงได้ง่าย จึงเป็นเรื่องสาคัญมาก
นาย Zsigmond Máriás ผู้บริหารบริษัท LogiNet Systems ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ e-Commerce สัญชาติฮังการีให้ความเห็นประกอบว่า ปัจจุบัน ผู้บริโภคใช้เวลาเลือกสินค้า ณ จุดจาหน่ายสินค้าน้อยลง แต่จะเพิ่มเวลาการศึกษาข้อมูลล่วงหน้ามากขึ้น เป็นเหตุให้ผู้ประกอบธุรกิจหลายแบรนด์เลือกทาการตลาดโดยให้ข้อมูลสินค้าโดยละเอียดในรูปแบบต่างๆ เช่น มีคลิปวิดีโอแนะนาสินค้า และวิธีการใช้งาน รวมถึงการจ้างรีวิวสินค้าเพื่อจูงใจผู้บริโภคหน้าใหม่ เป็นต้น

หมวดสินค้า กิจกรรม และบริการที่มีอัตราการเติบโตลดลงในช่วงโควิด-19
แม้ว่าอัตราการเติบโตของ e-Commerce จะแผ่วลง จากที่ขยายตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่มีมาตรการล็อคดาวน์ช่วงเดือนมีนาคม 2563 สูงสุดในช่วงเดือนพฤษภาคม 2563 และเติบโตในอัตราคงที่ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่สินค้าและบริการหลายหมวดยังคงมีศักยภาพในการเติบโต จากตัวเลข International statistics แสดงว่า แม้สินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว ร้านอาหาร และกีฬา จะได้รับผลกระทบอย่างมากจากสถานการณ์โควิด-19 แต่สินค้าที่ไม่อยู่ภายใต้มาตรการควคุมยังมีโอกาสเติบโตได้สูง
ซึ่งผู้เชี่ยวชาญได้คาดการณ์ว่าการบริโภคในฮังการีก็จะมีแนวโน้มคล้ายคลึงกัน
เมื่อพิจารณาผลสารวจจากบริษัท Reacty Digital ในหัวข้อความต้องการการเดินทางท่องเที่ยวของคนฮังการีในปี2564 ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนมากระบุว่า ไม่มีแผนจะเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศในช่วงวันหยุดยาวต้นปีนี้ ในช่วงกลางเดือนมีนาคม ทั้งด้วยข้อจากัดทางงบประมาณ และมาตรการการเดินทางระหว่างประเทศที่ยังมีความเข้มงวด ทว่าอาจจะยังท่องเที่ยวในประเทศได้หากสถานการณ์ภายในประเทศคลี่คลายลง ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนหนึ่งยังคงคาดหวังว่าจะมีโอกาสได้เดินทางไปพักร้อนต่างประเทศในช่วงฤดูร้อน (เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม) จึงคาดการณ์ได้ว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะยังไม่ฟื้นตัวกลับมาดังเช่นก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

ประเด็นสาคัญที่ผู้ประกอบการพึงตระหนัก
ผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการแบรนด์ใหญ่ต่างเห็นตรงกันว่า รูปแบบ e-Commerce ในปี 2564 จะขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีในประเด็นดังต่อไปนี้ ได้แก่ แอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ เทคโนโลยีโลกเสมือนจริง AR (Augmented Reality) และ VR (Virtual Reality) เทคโนโลยี 5G ประเด็นความปลอดภัยของข้อมูล รวมถึงเครื่องมือการตลาดที่ใช้ระบบรู้จาเสียงพูด (Speech Recognition) และการตลาดแบบเฉพาะบุคคล (Voice-driven Solutions and Customized Marketing Solutions) เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การบริโภคให้แก่ลูกค้า
ผลการสารวจภายในของบริษัท LogiNet Systems แสดงให้เห็นว่า ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลาง และรายใหญ่ ล้วนเปิดเผยว่า บริษัทได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในการผลิต และอุปสงค์ลูกค้า นอกจากนี้ ยังต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ เช่น การบริหาร คลังสินค้า การให้บริการลูกค้า และการเพิ่มขีดความสามารถในการจัดส่งสินค้า ทั้งในการค้าปลีกให้แก่ลูกค้ารายบุคคล และการค้าส่งให้แก่ผู้จัดจาหน่าย ฉะนั้น บริษัทต่างๆ จึงหันมาทุ่มงบประมาณและทรัพยากรบุคคลในการพัฒนาระบบหลังบ้านของเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นของแบรนด์ เพิ่มงบประมาณในการทาการตลาดออนไลน์ และให้ความสาคัญกับการมีหน้าร้านทางออนไลน์มากขึ้น นาย Zsigmond Máriás ยังกล่าวว่า บริษัทต่างๆ เชื่อมั่นว่ายอดขายในปีนี้่จะมีแนวโน้มเติบโตขึ้น หลังจากได้ศึกษาแนวทางการตลาดแบบใหม่ และพยายามปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งก็ต้องติดตามว่าการปรับตัวนี้ได้มาถูกทาง และถูกใจผู้บริโภคหรือไม่ ทั้งนี้ยังมองว่า หากปี 2563 เป็นปีที่ทดลองปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงและเรียนรู้จากข้อผิดพลาดแล้ว ปี 2564 นั้นถือว่าเป็นปีที่ลงสนามจริง และชี้วัดความอยู่รอดของผลิตภัณฑ์

ข้อคิดเห็น
วิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนไปโดยสิ้นเชิง และสร้างมาตรฐานสังคมและรูปแบบวัฒนธรรมแบบใหม่ที่จะคงอยู่ต่อไปแม้ภาวะโรคระบาดสิ้นสุดลง โดยรวมแล้ว ผู้บริโภคในฮังการีจานวนหนึ่งยังคงนิยมไปซื้อสินค้าและบริการถึงร้านค้าอยู่ ทว่าหากแบรนด์ใดต้องการจับตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้มีรายได้ปานกลางขึ้นไป ก็ต้องพิจารณาการทาการตลาดในช่องทางออนไลน์ด้วย เช่น การมีเว็บไซต์ขายสินค้าควบคู่กับการมีหน้าร้านแบบดั้งเดิมอยู่ การตั้งทีมงานดูแลประสบการณ์การบริโภคและบริการหลังการขาย การโฆษณาทางสื่อ Social Media เช่น Facebook, Youtube, Instagram เป็นต้น การให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์บนเว็บไซต์ของแบรนด์ที่ครบถ้วน และมีความคิดเห็นของผู้ใช้จริงประกอบการตัดสินใจ โดยสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคมักต้องการพิจารณาความคิดเห็นหรือรีวิว มักจะเป็นสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ในบ้านและเฟอร์นิเจอร์ เครื่องสาอางและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ และร้านอาหาร ส่วนสินค้าประเภทเครื่องนุ่งห่มและเครื่องประดับนั้น จาเป็นต้องมีภาพประกอบจริงในหลายมุม และอาจมีภาพสินค้าจริงจากลูกค้าที่ซื้อไปใช้ด้วย ฉะนั้น ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการส่งออกสินค้าหรือเริ่มทาธุรกิจในฮังการี จึงจาเป็นต้องติดตามแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคอยู่เสมอ

แหล่งข้อมูล: Reacty Digital และ Trade Magazin

สคต.บูดาเปสต์
กุมภาพันธ์ 2564

 


ข่าวเด่นประจาสัปดาห์
จากสคต.บูดาเปสต์
Weekly News
สัปดาห์ที่ 1 – 6 ก.พ. 2564

 

เจาะลึกพฤติกรรมผู้บริโภคในฮังการี: แนวโน้มรูปแบบการซื้อขายสินค้าหลังโควิด-19
วิกฤตการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 เมื่อปีที่ผ่านมาเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะการเลือกซื้อสินค้าจาเป็นและการจับจ่ายใช้สอยทางอินเทอร์เน็ต เพื่อศึกษาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว บริษัท Visual Meta เจ้าของแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์ยอดนิยมในยุโรป LadenZeile และ ShopAlike จึงได้วิจัยพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภคในประเทศยุโรป 13 ประเทศ ได้แก่ เช็ก เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ ฝรั่งเศส ฟินแลนด์ เยอรมนี สเปน สโลวาเกีย สวีเดน ออสเตรีย อิตาลี และฮังการี ในปี พ.ศ. 2563 เปรียบเทียบกับข้อมูลการสั่งซื้อสินค้าในปีก่อนหน้า

หมวดสินค้ายอดนิยมในปี 2563
ผลการวิจัยพบว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าหมวดเฟอร์นิเจอร์และของใช้ในบ้านในปี 2563 สูงกว่าปี 2562 อย่างมาก สอดคล้องกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมผู้บริโภค ดร. Terhi-Anna Wilska อาจารย์สาขาวิชาสังคมวิทยา คณะสังคมวิทยาลัย มหาวิทยาลัย Jyväskylä ที่กล่าวว่า ผู้คนนิยมใช้เทคโนโลยีช่วยดาเนินกิจกรรมในชีวิตประจาวันมากขึ้น เนื่องจากสถานการณ์บังคับให้วิถีชีวิตเปลี่ยน ต้องทางานอยู่ที่บ้านและมีเวลาทางานอดิเรกหรือออกกาลังกายอยู่ที่บ้านมากขึ้น จึงมีความต้องการปรับเปลี่ยนที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตแบบใหม่ ดังนั้น ผู้บริโภคจึงมีความต้องการซื้อสินค้าในหมวดเฟอร์นิเจอร์เพิ่มสูงขึ้น

ข้อมูลจากภาพแสดงหมวดสินค้ายอดนิยม 10 อันดับแรก และอัตราการเติบโตของยอดขายตลอดปี 2563 อันได้แก่ อุปกรณ์ยกน้าหนัก (บาร์เบล และดัมเบล) หน้ากากอนามัย ถังหมักขยะอินทรีย์ ตัวต่อจิ๊กซอว์ เสื้อผ้าแฟชั่นฤดูใบไม้ผลิ ขวดโหลแก้ว เทอร์โมมิเตอร์ แป้งทาอาหาร และถุงมือยาง
จะเห็นได้ว่า สินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขอนามัยได้รับความนิยมสูง เพราะเป็นสิ่งจาเป็นในการใช้ชีวิตแบบ New Normal เช่นเดียวกับอุปกรณ์และส่วนประกอบการทาอาหารรับประทานเองที่บ้าน เนื่องจากร้านอาหารปิดให้บริการทานที่ร้าน ผู้บริโภคจานวนมากจึงต้องหันมาทาอาหารรับประทานเอง และกาจัดเศษอาหารที่เกิดขึ้นจากการประกอบอาหาร นอกจากนี้หลายครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันที่บ้านมากขึ้น เนื่องจากเด็กนักเรียนต้องเรียนที่บ้าน จึงต้องมีอุปกรณ์หรือของเล่นเพื่อความเพลิดเพลิน
สาเหตุที่เครื่องแต่งกายแฟชั่นได้รับความนิยม เพราะช่วงคลายมาตรการล็อคดาวน์ เป็นช่วงรอยต่อฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ทางการอนุญาตให้ประชาชนออกมาทากิจกรรมนอกบ้าน และเดินทางท่องเที่ยวภายในเขตเชงเก้นได้ โดยต้องอยู่ภายใต้มาตรการทางสาธารณสุข เช่น เว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัย ผู้บริโภคจานวนมากจึงมีความต้องการซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ ในการทากิจกรรมนอกบ้าน ทั้งนี้ ดร. Terhi-Anna Wilska เสริมว่า จะเห็นได้ว่าแนวโน้มการซื้อเสื้อผ้าลดลงเมื่อมาตรการล็อคดาวน์กลับมาอีกครั้งในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เพราะผู้คนออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านไม่ได้ จึงไม่มีความจาเป็นที่ต้องแต่งตัวสวยงามมาก
หมวดสินค้ายอดนิยมในฮังการี ปี 2563
เมื่อพิจารณาแนวโน้มยอดการสั่งซื้อสินค้าในฮังการี พบว่า สินค้าหมวดการตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ออกกาลังกาย และอุปกรณ์สานักงานได้รับความนิยมสูง เนื่องจากผู้บริโภคในฮังการีเองก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตแบบใหม่ที่ต้องทากิจกรรมในชีวิตประจาวันที่บ้านเป็นหลัก

ทั้งนี้ มีแนวโน้มการซื้อสินค้าในฮังการีบางหมวดที่น่าสนใจ เช่น ขวดโหล เก้าอี้พักผ่อนแบบ armchair เสื้อผ้าแฟชั่นฤดูหนาวและชุดทางาน และโรงเก็บของในสวน
แนวทางการปรับตัวตามพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปในปี 2564
คณะผู้วิจัยได้แนะนาข้อเสนอดังต่อไปนี้ให้แก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ที่ต้องจะต้องปรับตัวให้เข้ากับกระแสการตลาดและการบริโภคในปัจจุบัน
1. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามความต้องการเฉพาะของลูกค้า เป็นเรื่องสาคัญ
ดร. Terhi-Anna Wilska แนะนาว่า ในอนาคต จาเป็นต้องตระหนักถึงประเด็นการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล โดยเฉพาะระบบการสั่งซื้อสินค้าและชาระค่าบริการออนไลน์ที่ต้องใช้ข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า ผู้บริโภคสูงอายุมักไม่นิยมซื้อสินค้าออนไลน์เพราะไม่คุ้นเคยและไม่ไว้ใจระบบดังกล่าว รวมทั้งพบว่าผู้บริโภคสูงอายุมักตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพที่ใช้ช่องทางการซื้อสินค้าออนไลน์เช่นกัน อย่างไรก็ตามจากงานวิจัยดังกล่าว พบว่าอัตราการเติบโตของจานวนลูกค้าช่องทางออนไลน์ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีในฮังการี สูงถึง 107.23% ในปีที่ผ่านมา
ดังนั้น ผู้ประกอบการ และผู้พัฒนาระบบแพลตฟอร์มการค้าจาเป็นต้องคานึงจุดนี้ แพลตฟอร์มที่ดีจะต้องมีบริการส่งสินค้าที่รวดเร็ว ติดตามได้ ดาวน์โหลดหน้าเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่นได้รวดเร็ว ใช้งานง่าย อีกทั้งยังต้องปรับแต่งได้ตามความต้องการเฉพาะของลูกค้า (Personalization Service) เช่น เลือกแสดงโฆษณาเฉพาะที่ในหมวดสินค้าที่ลูกค้าสนใจ หรือมีประวัติการสั่งซื้อมาก่อน จะช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ในการใช้แพลตฟอร์มที่น่าพึงพอใจ
2. ร้านค้าที่เป็น Hybrid Store มีแนวโน้มขยายตัวสูง
Hybrid Store คือแนวทางการขายสินค้า ที่มีทั้งหน้าร้าน และแพลตฟอร์มการขายออนไลน์หรือ e-Commerce โดย ดร. Terhi-Anna Wilska มองว่า e-Commerce อาจจะไม่ได้มีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดดเช่นในปี 2563 เนื่องจากการซื้อขายสินค้าออนไลน์จะกลายเป็นมาตรฐานการใช้ชีวิตแบบใหม่ การเติบโตในปีถัดไปจึงอาจจะไม่ได้มีตัวเลขที่สูงนัก กระนั้นช่องทางการซื้อสินค้าออนไลน์จะยังมีความสาคัญมาก ผู้บริโภคที่ยังนิยมซื้อสินค้าจากร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม (Traditional Retail) ที่ต้องไปซื้อสินค้าถึงร้าน ก็จะหันมาซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้นเมื่อพบว่าการซื้อสินค้าออนไลน์ไม่ใช่เรื่องยากไกลตัว และผู้ประกอบการธุรกิจก็จะต้องปรับกลวิธีการขาย ให้มีทั้งหน้าร้านและขายออนไลน์ด้วย รวมถึงบูรณาการระบบการขาย เช็คสต็อกสินค้า และการตลาดทั้งสองช่องทาง

3. พฤติกรรมการใช้ชีวิต การอยู่อาศัย การใช้เทคโนโลยี การเดินทาง และการดูแลสุขภาพ เปลี่ยนไป
หลังจากวิกฤตโควิด-19
เมื่อผู้คนใช้ชีวิตอยู่บ้าน และทางานจากที่บ้านมากขึ้น จึงมีความต้องการซื้อสินค้าที่ทาให้
ประสบการณ์การอยู่บ้านน่าอภิรมย์ยงิ่ ขึ้น เช่น เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน เป็นต้น อีกทัง้ ยังทา ให้ผู้คนหันมา
ใช้เวลาว่างที่บ้านมากขึ้น ทา กิจกรรมคลายเครียด เช่น ทา งานอดิเรก ทดลองประกอบอาหาร นอกจากนี้ ผู้คน
จานวนมากที่เคยไปออกกาลังกายที่ฟิตเนส สโมสรสุขภาพ และห้องออกกาลังกายเป็นประจา ก็ต้องมาเล่น
กีฬาที่บ้าน รวมถึงคนที่ต้องทางานที่บ้านแล้วไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายมาก จาเป็นต้องหันมาดูแลรักษา
สุขภาพตนเอง จึงต้องสัง่ ซื้อสินค้าประเภทอุปกรณ์ออกกาลังกาย เช่น อุปกรณ์ยกน้าหนัก เสื่อโยคะ เครื่อง
ออกกาลังกาย จักรยาน โรลเลอร์สเก็ต สเก็ตบอร์ด เป็นต้น
ข้อคิดเห็น
วิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนไปโดยสิ้นเชิง และสร้าง
มาตรฐานสังคมและรูปแบบวัฒนธรรมแบบใหม่ที่จะคงอยู่ต่อไปแม้ภาวะโรคระบาดสิ้นสุดลง สคต. ณ กรุง
บูดาเปสต์มองว่าวิถีใหม่นี้จะเป็นผลดีต่อโอกาสทางการค้าของผู้ประกอบการไทยในธุรกิจอาหารไทย เนื่องจาก
ผู้บริโภคจานวนมากสัง่ อาหารมารับประทานที่บ้าน หรือเลือกซื้อวัตถุดิบมาประกอบอาหารเอง ซึ่งก็มักจะมอง
หาเมนูอาหารแปลกใหม่ รวมทั้งอาหารพร้อมปรุงที่สะดวกรวดเร็ว ผลิตภัณฑ์อาหารไทยจึงมีโอกาสได้รับ
ความนิยมสูงขึ้น ส่วนผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าในหมวดเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านก็มีโอกาสใน
การนาเสนอสินค้าในตลาดฮังการี เพราะผู้คนยังต้องการตกแต่ง ปรับปรุง ซ่อมแซมที่พักอาศัย ผู้ประกอบการ
ไทยสามารถนาเสนอจุดเด่นของสินค้าส่งออกไทยที่มีรูปแบบสวยงาม โดดเด่นในท้องตลาดได้
แหล่งข้อมูล: Trade Magazin

 

 


ข่าวเด่นประจาสัปดาห์
จากสคต.บูดาเปสต์
Weekly News
สัปดาห์ที่ 24 – 30 ม.ค. 2564

 

 

บัลแกเรียเตรียมพร้อมเข้าร่วมยูโรโซนในปี 2567
คาดการณ์สถานการณ์เศรษฐกิจบัลแกเรีย
ธนาคารแห่งชาติบัลแกเรียคาดการณ์ว่า GDP บัลแกเรีย พ.ศ. 2563 จะปรับลดลงเหลือเพียงร้อยละ 4.4 จากที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วที่ร้อยละ 5.5 และรายงานว่า มีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลต่อความไม่แน่นอนของตัวเลขการคาดการณ์ ได้แก่ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่ อันส่งผลให้ต้องขยายเวลามาตรการทางสาธารณสุขเพื่อป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคดังกล่าว
สถานการณ์ดังกล่าวยังอาจจะส่งผลให้ราคา energy product และ non-energy product (เช่น พลาสติก) ในสกุลเหรียญสหรัฐและยูโรปรับตัวสูงขึ้นในปี พ.ศ. 2564 นี้
อย่างไรก็ตามคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะมีแนวโน้มกลับมาดีขึ้นในปี 2564 นี้ เพราะการส่งออกจะเติบโตขึ้น เช่นเดียวกับการขยายตัวของบริโภคภาคเอกชนในประเทศ โดยคาดการณ์ว่า GDP จะขยายตัว อยู่ที่ร้อยละ 3.7 และ 3.6 ในปีพ.ศ. 2564 และ 2565 ตามลาดับ
รัฐมนตรีคลังบัลแกเรียยืนยันเข้าร่วมยูโรโซน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นาย Kiril Ananiev ให้สัมภาษณ์ ณ การประชุมออนไลน์ Central and Eastern European Forum ด้านการเงินระหว่างประเทศเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลบัลแกเรียได้ดาเนินมาตรการหลายประการเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่เขตยูโร หรือ Eurozone เช่น การสมัครเข้าร่วมกลไก
อัตราแลกเปลี่ยนยุโรป หรือ European Exchange
Rate Mechanism (ERM II) เมื่อกลางปีที่ผ่านมา หลังจากล่าช้ากว่ากาหนดเดิมที่เคยประกาศว่าจะสมัคร

ภายในปี พ.ศ. 2561 โดยได้สมัครเข้าพร้อมกันกับประเทศโครเอเชีย
ระบบอัตราแลกเปลี่ยนข้ามสกุลเงินนี้เป็นระบบมีความยืดหยุ่นจากัด มีเป้าหมายที่จะสร้างเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ในช่วงเปลี่ยนผ่านสกุลเงินหลักของประเทศที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกเขตยูโร โดยการกาหนดเงินอ้างอิง (European Currency Unit) เพื่อจากัดมูลค่าของสกุลเงินที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ (เช่น สกุลเงินคูนาของโครเอเชีย หรือสกุลเงินเลฟของบัลแกเรีย) มิให้ผันผวนหรือถูกแทรกแซงมากเกินไป รวมถึงการปรับระบบเศรษฐกิจและนโยบายการคลังหลายประการสาหรับภาครัฐและเอกชน เพื่อปรับระบบธุรกรรมในรูปเงินยูโร โดยการดาเนินการคู่ขนานระหว่างเงินสกุลท้องถิ่นและเงินยูโร เช่น การบันทึกบัญชี การชาระค่าสินค้าและบริการ ภายใต้ข้อกาหนดของธนาคารกลางแห่งยุโรป (European Central Bank)
รมต.คลัง ยังเสริมอีกว่า ขณะนี้รัฐบาลบัลแกเรียกาลังเตรียมร่างแผนการนาสกุลเงินยูโรมาใช้ในประเทศอย่างเป็นทางการ แผนดังกล่าวจะแจ้งรายละเอียดมาตรการจาเป็นให้ภาครัฐและเอกชนต้องปฏิบัติ อันรวมถึงข้อกาหนดเกณฑ์ทางเศรษฐกิจ (Convergence Criteria หรือมักจะเรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า Maastricht Criteria) เช่น การปรับอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อ และควบคุมหนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณ ให้อยู่ตามเกณฑ์ที่ธนาคารกลางแห่งยุโรปกาหนด สาหรับประเทศที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกเขตยูโร จะต้องดาเนินนโยบายบริหารประเทศด้านการเงินอย่างเคร่งครัดเป็นเวลาอย่างน้อยสองปี
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลบัลแกเรียจึงได้กาหนดงบประมาณแผ่นดิน ประจาปี พ.ศ. 2564 โดยตั้งงบประมาณขาดดุล และการก่อหนี้สาธารณะ ในอัตราที่ต่าที่สุดแห่งหนึ่งในบรรดาประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคเอกชนและให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
รัฐบาลบัลแกเรียมองว่าประเทศสามารถที่จะบรรลุข้อกาหนดข้างต้นภายในกรอบเวลาที่กาหนดได้ ทว่ารมต.คลังก็ยอมรับว่าปัจจัยอื่นๆ เช่นเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกเขตยูโร และประเทศอื่นทั่วโลก เป็นปัจจัยที่นอกเหนือการควบคุมและคาดการณ์ได้ลาบากภายในสภาวะเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 อาจมีผลต่อการดาเนินการในช่วงเปลี่ยนผ่านสกุลเงินหลักนี้ได้
หากบัลแกเรียและโครเอเชียเข้าร่วมเป็นสมาชิกเขตยูโรได้สาเร็จ จะเป็นประเทศในภูมิภาคยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกลาดับที่สองที่ใช้สกุลเงินยูโร หลังจากสโลวาเกียเข้าร่วมเขตยูโรเมื่อปี พ.ศ.

สกุลเงินยูโรกาเนิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2542 เป็นส่วนหนึ่งของการบูรณาการสหภาพยุโรปในส่วนกลไกด้านการเงิน ที่มีเป้าหมายไปสู่การใช้ระบบเงินสกุลเดียวของกลุ่มประเทศยุโรป (European Single Currency) ซึ่งจะช่วยให้การค้าขาย และการจับจ่ายใช้สอยในภาคเอกชนระหว่างประเทศเป็นไปได้โดยง่าย ไม่ต้องเสียค่าส่วนต่างในการแลกเงิน และเสี่ยงต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ปัจจุบันมีประเทศที่เข้าร่วมเขตยูโรทั้งหมด 19 ประเทศ
ข้อคิดเห็น
การเข้าร่วมเขตยูโรของบัลแกเรีย และโครเอเชีย จะส่งผลดีหลายประการต่อการบูรณาการสู่สหภาพยุโรป และเศรษฐกิจภายในประเทศ เช่น ในระดับภาคประชาชน ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจะปรับเข้าสู่มาตรฐานเดียวกันกับประเทศอื่นในเขตยูโร ในระดับธุรกิจภาคเอกชน เศรษฐกิจจะมีเสถียรภาพมากขึ้น ผู้ประกอบการมีโอกาสในการทาการค้าขายกับประเทศอื่นในเขตยูโร โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ในระดับประเทศ กิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นย่อมส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่จะเติบโตขึ้น
ในปัจจุบัน ผู้ส่งออกไทยที่สนใจทาธุรกิจในบัลแกเรีย ยังจะต้องใช้สกุลเงินเลฟ ซึ่งเป็นสกุลหลักของประเทศอยู่ ทว่าหากกระบวนการการเข้าเขตยูโรของบัลแกเรียสาเร็จลุล่วงภายในกรอบเวลาที่กาหนด ประมาณ 2-3 ปี ก็จะต้องเปลี่ยนไปใช้สกุลเงินยูโรซึ่งมีเสถียรภาพกว่า และใช้ได้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น จะเป็นผลดีกับผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่เคยส่งออกไปยังประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโรอยู่แล้ว ส่วนนักลงทุน ที่สนใจจะขยายการลงทุนในบัลแกเรีย ภายใน 2-3 ปีข้างหน้าหลังบัลแกเรียประกาศใช้สกุลเงินยูโรอย่างเป็นทางการ การลงทุนในตลาดบัลแกเรียด้วยเงินยูโรก็จะลดความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนได้ ในช่วงนี้ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ผู้ประกอบการชาวไทยจะพิจารณาตลาดบัลแกเรีย อันอยู่ในเขตอาณาของสคต. ณ กรุงบูดาเปสต์ และติดต่อธุรกิจในบัลแกเรียเตรียมพร้อมล่วงหน้า
แหล่งข้อมูล : Novinite และ Bulgarian Chamber of Commerce

สคต.บูดาเปสต์
มกราคม 2564

 

 


ข่าวเด่นประจาสัปดาห์
จากสคต.บูดาเปสต์
Weekly News
สัปดาห์ที่ 10 – 16 ม.ค. 2564

 

สถานการณ์ตลาดเครื่องปรับอากาศในโรมาเนีย
รัฐบาลโรมาเนียได้กาหนดนโยบายการดาเนินงานด้านความมั่นคงทางพลังงาน โดยตั้งเป้าหมายการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารและในเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป เพิ่มสัดส่วนการใช้และผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานทดแทนประเภทหมุนเวียน เช่น พลังงานน้า พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงพลังงานจากก๊าซชีวภาพ (biogas) เป็นต้น เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายด้านพลังงานของสหภาพยุโรป ปัจจุบัน การอนุรักษ์พลังงานไฟฟ้าในอาคารกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสาคัญสาหรับเจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์และผู้รับจ้างก่อสร้าง ที่ต้องพิจารณาในการออกแบบอาคารใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างโครงการที่พักอาศัย อาคารสานักงาน อาคารพาณิชย์ รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรม ให้เป็นอาคารอัจฉริยะ (Smart Building) ที่มีการบริหารจัดการการใช้พลังงานในอาคารอย่างคุ้มค่า ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน อันเป็นต้นทุนการดาเนินการที่สาคัญซึ่งมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเทคโนโลยีทันสมัย เช่น ปรับปรุงระบบปรับและระบายอากาศ (หรือ HVAC ย่อมาจาก Heating, Ventilation, and Air Conditioning) ให้เป็นระบบอัจฉริยะ

ธุรกิจระบบปรับและระบายอากาศในโรมาเนียนั้นสัมพันธ์คู่ไปกับธุรกิจการก่อสร้างอาคาร ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงเป็นอันดับต้นๆ ของทวีปยุโรป เห็นได้จากอัตราการเติบโตของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่สูงขึ้นร้อยละ 24.8 ในปี พ.ศ. 2562 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าส่งผลให้ความต้องการเครื่องปรับและเครื่องระบายอากาศสูงขึ้นไปด้วย โดยมียอดขายรวมอยู่ที่ประมาณ 155,000 เครื่อง/ปี ปัจจุบันผู้บริโภคผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศและระบายอากาศมีแนวโน้มต้องการนวัตกรรมที่ครอบคลุมทุกการใช้งาน และมีคุณภาพสูง ทว่าปัจจัยเสี่ยงที่สาคัญในธุรกิจนี้ คือราคาเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผันผวนตามกระแสตลาด เนื่องจากต้องนาเข้าวัตถุดิบในการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์จากประเทศอื่น

วิกฤตการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 เมื่อ พ.ศ. 2563 ส่งผลกระทบกับห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ใน
ธุรกิจเครื่องปรับอากาศและระบายอากาศอย่างมาก เนื่องจากความต้องการการก่อสร้างอาคารลดลง ซึ่ง
คาดการณ์ว่าส่งผลให้ยอดขายอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศและระบายอากาศจะหดตัวลงร้อยละ 8-10
เช่นเดียวกบั อาคารที่อยู่อาศัยและธุรกิจรายย่อย ซึ่งการก่อสร้างที่ลดลงเป็นปัจจัยหลักที่มีผลกระทบโดยตรง
ต่อความต้องการเครื่องใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ต่างๆ ทัว่ ประเทศ ทั้งนี้ เครื่องปรับอากาศและระบายอากาศนับเป็น
ต้นทุนหลักในการก่อสร้างราวร้อยละ 15-20 ของค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างอาคาร
ในปี พ.ศ. 2564 ผู้บริโภคจึงมีแนวโน้มที่จะลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จาเป็นในการก่อสร้างอาคาร ซึ่งรวมถึงลด
ค่าใช้จ่ายการติดตั้งเครื่องปรับอากาศและระบายอากาศที่มีนวัตกรรมและราคาสูง โดยเลือกรุ่นที่มีราคา
ย่อมเยาลงมา หรือใช้ของเดิมที่มีอยู่ ตลอดจนหลีกเลี่ยงไม่ซื้ออุปกรณ์ที่ต้องเปลี่ยนส่วนประกอบภายใน เช่น
เครื่องฟอกอากาศที่ต้องเปลี่ยนชุดกรองอากาศเป็นระยะ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่สิ้นเปลือง ส่งผลให้อุปสงค์
เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทเครื่องปรับและระบายอากาศลดลง
แนวโน้มตลาดเครื่องปรับอากาศและระบายอากาศ รวมถึงบริการตรวจเช็คสภาพ บารุงรักษา
ซ่อมแซม และการต่อสัญญาใช้บริการระบบในปี 2564 จึงจะเป็นไปในทางหดตัวลงตามสภาพเศรษฐกิจที่ยัง
ซบเซาจากผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากรัฐบาล
โรมาเนียได้ออกนโยบายทางการเงินและกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทาให้ระบบเศรษฐกิจโรมาเนียยังคงมี
เสถียรภาพ
ในประเทศโรมาเนีย มีการจัดงานแสดงสินค้าเครื่องปรับอากาศและระบายอากาศที่สาคัญ คือ
ROMTHERM โดยในช่วงเดือนมีนาคม-เดือนเมษายน พ.ศ. 2564 จะมีการจัด ROMTHERM ครั้งที่ 25 ณ
กรุงบูคาเรสต์ เป็นเวลา 4 วัน หลังจากงานในปีที่ผ่านมาต้องยกเลิกด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-
19 งานดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในงานแสดงสินค้าเครื่องปรับอากาศและระบายอากาศที่ใหญ่ที่สุดในโรมาเนีย เปิด
โอกาสให้ผู้ผลิต ผู้นาเข้า และผู้จัดจาหน่ายได้พบและเจรจาการค้ากัน ทั้งจากในประเทศโรมาเนียและ
ต่างประเทศ ทั้งนี้ผู้ส่งออกไทยที่สนใจจะเข้าร่วมงานดังกล่าว สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ สคต.
บูดาเปสต์

ข้อคิดเห็น
แม้ว่าอุปสงค์ในตลาดเครื่องปรับอากาศโรมาเนียจะยังหดตัวเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ทว่า
งานจัดแสดงสินค้าดังกล่าวเป็นโอกาสทางการค้าที่ดี ที่ผู้ผลิตและผู้ส่งออกเครื่องปรับอากาศและระบายอากาศ
จากประเทศไทยจะได้ทาความรู้จักตลาดโรมาเนีย อันเป็นส่วนหนี่งของกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging
Market) นาไปสกู่ ารเตรียมความพร้อมเข้าตลาดประเทศอื่นในสหภาพยุโรปได้
สภาพภูมิอากาศของทวีปยุโรปที่มีอากาศเย็นและแห้งนั้น ส่งผลให้ประชาชนต้องใช้เครื่องปรับ
อุณหภูมิความร้อนและเครื่องเพมิ่ ความชื้นในอากาศ ทว่าเนื่องด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ช่วงฤดูร้อน
อุณหภูมิในภาคพื้นทวีปสูงขึ้นกว่าในอดีต ผู้บริโภคเรมิ่ ต้องการใช้เครื่องปรับอากาศที่ให้ความเย็นภายใน
อาคารเพมิ่ ขึ้น อีกทั้งโรมาเนีย รวมถึงประเทศต่างๆ ใน
ภูมิภาคยุโรปกลางและตะวันออก กาลังเผชิญปัญหา
ม ล ภ า ว ะ ท า ง อ า ก า ศ รุน แ ร ง ส่ว น ม า ก เ กิด จ า ก
อุตสาหกรรมภาคผลิต โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากถ่าน
หิน และการเผาเชื้อเพลิงให้ความอบอุ่นตามอาคารที่พัก
อาศัยในพื้นที่ต่างจังหวัด นอกจากนี้โรมาเนียยังเป็น
ประเทศที่มีสัดส่วนผู้เสียชีวิตจากปัจจัยด้านมลพิษสูง
ที่สุดในสหภาพยุโรป อยู่ที่ร้อยละ 19 ในขณะที่ค่าเฉลี่ย
ผู้เสียชีวิตจากปัจจัยด้านมลพิษทัว่ สหภาพยุโรปอยู่เพียง
ร้อยละ 13 (อ้างอิงจากรายงานประจาปี พ.ศ. 2562 โดยหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมยุโรป (European
Environmental Agency)) ประชาชนจึงเรมิ่ หันมาเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศโดยเฉพาะในเมืองหลวงและหัว
เมืองใหญ่ ซึ่งปัจจุบันสามารถหาเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศได้ตามห้างสรรพสินค้า ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า และ
เว็บไซต์จัดจาหน่ายสินค้าออนไลน์ จึงเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการชาวไทยจะได้นาเสนอผลิตภัณฑ์ในตลาด
โรมาเนียได้
ในการนี้ สคต.บูดาเปสต์ จึงรวบรวมรายชื่อผู้จัดจาหน่ายอุปกรณ์ระบบปรับอากาศในโรมาเนีย เพื่อ
เป็นข้อมูลให้ผู้ประกอบการได้พิจารณาติดต่อเจรจาธุรกิจต่อไปได้

แหล่งข้อมูล : Romania Insider, Romania Journal, Romexpo

สคต.บูดาเปสต์
มกราคม 2564

 


ข่าวเด่นประจาสัปดาห์
จากสคต.บูดาเปสต์
Weekly News
สัปดาห์ที่ 3 – 9 ม.ค. 2564

 

เศรษฐกิจฮังการีมีแนวโน้มเติบโตในปี 2564

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ รวมถึงหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง ได้แสดงความเห็นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงปี 2563 และ 2564 ดังต่อไปนี้
นาย Gábor Regős ผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจมหภาค สถาบันวิจัยเศรษฐกิจ Századvég คาดการณ์ว่า GDP ประเทศฮังการี ในปี 2564 อาจดีดตัวขึ้นเป็นร้อยละ 4.2 จากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เริ่มฟื้นตัวจากผลกระทบการแพร่ระบาด COVID-19 ที่ส่งผลให้ GDP ในปี 2563 หดตัวลงราวร้อยละ 6.1
สถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมากนั้น ภาคธุรกิจที่ยังคงสามารถพยุงตัวและมียอดขายเติบโตในปีที่ผ่านมา ได้แก่ ภาคการค้าทั้งภายในและต่างประเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และการเงิน ในขณะที่ภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายย่อยหลายรายที่ปิดกิจการลง และภาคธุรกิจที่มีแนวโน้มจะหดตัวต่อเนื่อง คือธุรกิจบันเทิงและโรงแรม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นาย Mihály Varga แถลงเมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมาไปในทางเดียวกันว่า คาดการณ์ว่า GDP ฮังการีอาจปรับลดลงร้อยละ 6.4 ในปี 2563 แต่จะกลับมาเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5 ในปี พ.ศ. 2564
ทั้งนี้ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจของฮังการี ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าผลกระทบจาก COVID-19 สร้างมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจเท่าใด เนื่องจากยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจำนวนบริษัทที่ปิดตัวลงหรือศาลสั่งให้ล้มละลายตั้งแต่เกิดวิกฤตดังกล่าว มีจำนวนมากน้อยเพียงใด

ธุรกิจที่เติบโต และหดตัวในช่วงแพร่ระบาด COVID-19
ธนาคารแห่งชาติฮังการี เปิดเผยว่า ช่วงปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจที่มียอดขายเติบโตท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้แก่ การค้า ประกันภัยและการลงทุนการเงิน รวมถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยมียอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4 3.6 และ 4.5 ในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2563 ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งแสดงว่าผู้บริโภคยังมีกำลังซื้อปัญหาการชะงักงันทางเศรษฐกิจไม่ได้อยู่ที่ผู้ซื้อขาดกำลังซื้อ ใขณะที่ธุรกิจการก่อสร้างชะลอตัวเนื่องจากความต้องการก่อสร้างและตกแต่งอาคารลดลง
นอกจากนี้ธุรกิจบันเทิง ที่พักให้เช่า การท่องเที่ยว ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในการจำกัดการเดินทาง และ Lock down ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจฮังการีที่พึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยว ทำ ทีมนักวิเคราะห์ยังชี้ให้เห็นว่า ผลประกอบการกลุ่มธุรกิจดังกล่าว โดยเฉพาะธุรกิจบันเทิงและท่องเที่ยว มีแนวโน้มตกลงต่อเนื่อง หากยังคงมีมาตรการคุมเข้มอยู่
ทั้งนี้การคาดการณ์ GDP ปี 2564 ที่คาดว่าจะขยายตัว เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2- 4.5 นั้น เนื่องจากคาดว่านับแต่ไตรมาสที่สองของปี 2564 เป็นต้นไป ภาวะโรคระบาดจะคลายความรุนแรงลง รวมทั้งสังเกตจากแนวโน้มในปีที่ผ่านมาที่มีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจรูปตัว V ในช่วงกลางปีจนถึงต้นไตรมาสที่สาม ก่อนจะมีการแพร่ระบาดระลอกที่สอง ทว่าธุรกิจการท่องเที่ยวอาจจะไม่ฟื้นตัวในอัตราเท่าเทียมกับธุรกิจอื่นๆ หากการเดินทางระหว่างประเทศยังคงมีข้อจำกัดเข้มงวดอยู่ ธุรกิจการก่อสร้างที่ได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ลดลง อาจหดตัวได้มากถึงร้อยละ 10 ส่วนอัตราคนว่างงานปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 4.5 และอาจจะเหลือเพียงร้อยละ 4 ในปี 2564 นี้
นอกจากนี้ แบงก์ชาติฮังการี ยังแถลงในรายงานนโยบายการเงิน ประจำไตรมาสที่สี่ ปี พ.ศ. 2563 ว่า แม้เศรษฐกิจฮังการีจะอยู่ในภาวะถดถอยจากวิกฤตโรคระบาด แต่ก็ยังมีศักยภาพเทียบเทียมกับกลุ่มประเทศยูโรโซน (Eurozone) โดยเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 1.5 ทั้งนี้ รัฐบาลฮังการีพยายามแก้ปัญหาด้วยการออกนโยบายทางการเงิน การก่อหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น และการตั้งงบประมาณขาดดุลในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 โดยตั้งเป้าหมายขาดดุลที่ร้อยละ 2.9 ของ GDP เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนมากขึ้น

ข้อคิดเห็น
แม้ว่าผลกระทบจากการแพร่ระบาด COVID-19 จะส่งผลให้การส่งออกของไทยไปยังหลายประเทศหดตัวลงแต่การส่งออกสินค้าไทยมายังฮังการีในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2563 (ม.ค.-พ.ย.) สามารถฝ่าแรงต้านและมีอัตราการขยายตัวเป็นบวกที่ร้อยละ 16.90 แสดงถึงศักยภาพของสินค้าไทยในตลาดฮังการี จึงนับว่าฮังการีเป็นตลาดใหม่ในการส่งออกสินค้าของไทยที่น่าสนใจและมีศักยภาพสูง
แหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ธุรกิจรายวัน Világgazdaság และรายงานนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศฮังการี

สคต.บูดาเปสต์
มกราคม 2564

 

 


ข่าวเด่นประจา สปัดาห ์
จากสคต.บูดาเปสต์
Weekly News
สัปดาห์ที่ 28 ธ.ค. 2563 – 1 ม.ค. 2564

 

ภาพรวมตลาด e-Commerce โรมาเนีย ปี 2563 และแนวโน้ม:
ตลาดใหญ่ที่สดุ แห่งหนึ่งในภมูิภาคยโุรปตะวนั ออกเฉียงใต้
ตลาด e-Commerce ในทวีปยุโรป หรือการชื้อขายผ่าน ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 7.2 แสนล้านยูโร (ประมาณ 26 ล้านล้านบาท) เติบโตขึ้นร้อยละ 12.7 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ที่มีมูลค่าประมาณ 6.4 แสนล้านยูโร (ประมาณ 23 ล้านล้านบาท) บริษัทวิจัยการตลาดและจัดอีเวนต์อีคอมเมิร์ซสัญชาติ อังกฤษ Retail X กล่าวในรายงาน Europe 2020: Ecommerce Region Report ว่า อุตสาหกรรม e-Commerce ภูมิภาคยุโรป ตะวันตกมีส่วนแบ่งยอดขายในตลาด e-Commerce ถึงร้อยละ 70 ในขณะที่ในภูมิภาคยุโรปตะวันออก e-Commerce มีระดับการขยายตัวสูงสุด ในปี 2563 นี้ ตลาด e-Commerce ในประเทศโรมาเนียนับเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งใน ภูมิภาคยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังเป็นตลาดที่มีแนวโน้มการเติบโตที่น่าจับตามอง เช่น มียอดขาย เติบโตกว่าร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นับเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในทวีปยุโรป สืบเนื่องมาจาก พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในช่วงการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ที่หันไปซื้อสินค้าทางออนไลน์มากขึ้น ช่วย กระตุ้นให้การค้าขายผ่านตลาดออนไลน์คึกคักอย่างมาก ตลอดจนมีผู้ค้ารายใหม่เข้ามาใช้พื้นที่บนตลาด eCommerce จ านวนมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เคยพึ่งพายอดขายจากหน้าร้านแบบดั้งเดิมเป็นหลัก ได้ ปรับกลยุทธ์มาเพิ่มช่องทางจัดจ าหน่ายสินค้ามากขึ้นในปีนี้

นาย Andrei Radu ประธานและผู้ก่อตั้งการประชุมนานาชาติด้านการตลาดดิจิตัล GPeC เปิดเผย ข้อมูลส าคัญเกี่ยวกับแนวโน้มตลาด e-Commerce โรมาเนีย ซึ่งศึกษาในช่วงเดือนมีนาคมถึงตุลาคม 2563 โดย บริษัทวิจัยการตลาด iSense Solutions ณ การประชุม GPeC Summit เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า ปี 2563 ตลาด e-Commerce ในโรมาเนียจะมีมูลค่าสูงถึง 6 พันล้านยูโร (ประมาณ 2.2 แสนล้านบาท) เติบโตขึ้น อย่างน้อยร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ที่มีมูลค่าประมาณ 4.3 พันล้านยูโร (ประมาณ 1.6 แสนล้านบาท)

ธรุ กิจทีไ่ ด้อานิสงสจ์ากภาวะโรคระบาด
e-Commerce แบบ B2B ในอุตสาหกรรม IT เครื่องใช้ในบ้าน ยานยนต์ เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่ง บ้าน แฟชั่น และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร นับเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากเป็นอันดับต้นๆ ในขณะที่แบบ B2C หรือการค้าโดยตรงระหว่างหน่วยธุรกิจและผู้บริโภคนั้น ธุรกิจแฟชั่นเป็นธุรกิจที่มีส่วนแบ่ง การตลาดมากที่สุดถึง 943 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 771 ล้านยูโร หรือ 2.8 หมื่นล้านบาท) รองลงมาเป็น ธุรกิจการจัดจ าหน่ายสินค้าจ าพวกเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ ของเล่น เฟอร์นิเจอร์ อาหาร และเครื่องประทินผิว อายุเฉลี่ยผู้ซื้อออนไลน์โดยเฉลี่ยนั้นอยู่ระหว่าง 25-35 ปี กลุ่มธุรกิจที่เติบโตเร็วมากที่สุดคือธุรกิจจัดเลี้ยงและสั่งอาหารปรุงส าเร็จตามบ้าน มีอัตราการเติบโต ร้อยละ 124 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากผู้บริโภคมีแนวโน้มหันมาสั่งอาหารออนไลน์ในช่วงที่ต้องกักตัว อยู่บ้าน นอกจากนี้ สินค้าประเภทอื่น เช่น หนังสือและนิตยสาร สินค้าส าหรับสัตว์เลี้ยง และสินค้าอุปโภค บริโภค (Fast-Moving Consumer Goods) มีแนวโน้มเติบโตเช่นกัน คิดเป็นร้อยละ 113 ร้อยละ 113 และ ร้อยละ 110 ตามล าดับ ธุรกิจ Fast Delivery เป็นธุรกิจอีกประเภทที่ขยายตัวอย่างมาก รายงานของบริษัท iSense Solutions แสดงข้อมูลว่าผู้ตอบแบบสอบถามเกือบกึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 45) เคยใช้บริการ Fast Delivery ในการซื้อของ ออนไลน์หรือสั่งอาหารมาทานที่บ้านอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ในขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามราวร้อยละ 27 ใช้บริการ Fast Delivery สัปดาห์ละครั้ง ด้านพฤติกรรมการซื้อสินค้าในร้านค้าแบบดั้งเดิม (traditional stores) ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 43 เห็นด้วยว่าเริ่มเลี่ยงการไปซื้อสินค้าในร้านค้าตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 เพราะร้านมักมีลูกค้า หนาแน่น เว้นระยะห่างกันล าบาก อาจเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อโรคได้ นอกจากนี้ ผู้บริโภคในโรมาเนียหันมา ช าระเงินค่าสินค้าบนช่องทางออนไลน์ด้วยบัตรเครดิตและบัตรเดบิต แทนการช าระเงินปลายทาง (cash on delivery) มากขึ้น คิดเป็นร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

การให้บริการอินเทอรเ์น ็ ตในโรมาเนีย ส่งเสริมการค้าออนไลน์ในประเทศ
ระบบสาธารณูปโภคในโรมาเนียช่วยส่งเสริมให้การค้าออนไลน์ในประเทศเติบโต เนื่องจากมีการ แข่งขันของผู้ให้บริการสัญญาณอินเทอร์เน็ตสูง จึงมีสัญญาณอินเทอร์เน็ตครอบคลุมเกือบทั้งประเทศ อีกทั้ง อินเทอร์เน็ตบ้านมีค่าบริการราคาถูกและความเร็วสูงติดอันดับโลก (อ้างอิงจากรายงานผลการส ารวจความเร็ว และราคาบริการอินเทอร์เน็ตทั่วโลกโดยบริษัท Picodi ผู้ให้บริการส่วนลดการซื้อของออนไลน์ เมื่อปี พ.ศ. 2562) รัฐบาลโรมาเนียตั้งเป้าว่าจะเพิ่มอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชนชาวโรมาเนียให้ถึงร้อยละ 100 ภายในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ ภาคธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ก็นิยมให้บริการอินเทอร์เน็ตฟรีแก่ลูกค้าอีกด้วย ปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ในโรมาเนีย โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 91 กิกะไบต์ต่อเดือน ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตในโรมาเนียร้อยละ 80.5 นิยมใช้โซเชียลมีเดีย ในช่องทางต่างๆ อันได้แก่ Facebook (ร้อยละ 79.8) Pinterest (ร้อยละ 10.5) Instagram (ร้อยละ 9.5) LinkedIn (ร้อยละ 9.3) และ Twitter (ร้อยละ 8.4) ผู้บริโภคในตลาด e-Commerce ในโรมาเนียส่วนใหญ่นิยมเลือกใช้บริการสั่งซื้อสินค้าที่มีตัวเลือก ส าหรับการจัดส่งรวดเร็วและฟรี (หรือรวมค่าบริการขนส่งในราคาสินค้าแล้ว) และบริการคืนสินค้าฟรีในเวลาที่ ก าหนด ในด้านช่องทางการซื้อสินค้า ผู้บริโภคส่วนใหญ่นิยมซื้อสินค้าออนไลน์ทางคอมพิวเตอร์ แต่จ านวน ผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือก็ก าลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากจ านวนผู้เข้า ชมเว็บไซต์ (traffic) กว่าร้อยละ 80 มาจากโทรศัพท์มือถือ อีกทั้งสถิติจากส านักงานสถิติแห่งชาติโรมาเนียใน ปี พ.ศ. 2562 ยังสนับสนุนข้อมูลดังกล่าวด้วยการรายงานว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในโรมาเนียร้อยละ 86 ใช้งาน อินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือ พื้นที่การค้าออนไลน์ (e-Commerce platform) รายใหญ่ในโรมาเนียนั้นประกอบด้วย eMAG, OLX, Compari, Altex, Domo, Elefant, Flanco, PcGarage, Aliexpress และ Amazon โดยเฉพาะ Altex และ Flanco นั้นเป็นกลุ่มบริษัทที่มีห้างร้านเป็นของตนเองหลาย สาขาทั่วประเทศ แต่เว็บไซต์eMAG นั้นยังคงครอง อันดับเป็ นพื้นที่ร้านค้าออนไลน์รายใหญ่ที่สุดใน โรมาเนีย eMAG เริ่มด าเนินกิจการขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2544 ในปัจจุบัน มีผู้ประกอบการลงสินค้าขายในเว็บไซต์ eMAG กว่า 2,500 ราย ขายสินค้ากว่า 1.5 ล้านรายการ เว็บไซต์ eMAG ขยายกิจการไปชิงส่วนแบ่งตลาด ออนไลน์ในประเทศข้างเคียง ได้แก่ประเทศบัลแกเรีย ฮังการี และโปแลนด์ อีกทั้งยังมีโชว์รูมจ าหน่ายสินค้าใน เมืองหลวงและเมืองใหญ่ต่างจังหวัด อ านวยความสะอาดให้แก่ผู้บริโภคทั่วประเทศอีกด้วย เมื่อเดือน พฤศจิกายนที่ผ่านมา เว็บไซต์ eMAG จัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย Black Friday ที่เริ่มน ากระแสจัดแคมเปญ การตลาดนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 และท ามาเป็นประจ าทุกปี โดยในปี2563 ท าลายสถิติปิดยอดขายที่มูลค่า 586 ลิวโรมาเนีย (ประมาณ 120 ล้านยูโร หรือ 4.4 พันล้านบาท) เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 17

ข้อคิดเหน
ปัจจุบันแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคได้เปลี่ยนแปลงไปมาก มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และแอพพลิเคชั่น ที่อ านวยความสะดวกมากขึ้น ผู้บริโภคจึงหันมานิยมสั่งซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ รวมทั้งช าระเงินด้วยบัตร เครดิตหรือบัตรเดบิต ประกอบกับมีสินค้าให้เลือกหลากหลาย ผู้บริโภคจึงเปลี่ยนและไม่ยึดติดกับช่องทางเดิม นอกจากนี้ผู้บริโภคจะมีการวางแผนมากขึ้นในการเลือกซื้อสินค้าในช่วงเวลาที่จะลดราคาสูงสุด ทั้งนี้หาก สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ยังคงอยู่ คาดการณ์ว่าการซื้อขายสินค้าออนไลน์ก็จะยังคงมีแนวโน้ม เติบโตต่อไป เพราะมีผู้ประกอบการหันมาใช้ช่องทางการขายออนไลน์มากขึ้น ฉะนั้นการเจาะตลาด eCommerce ในโรมาเนียบนแพลตฟอร์มที่มีผู้บริโภคประจ าจ านวนมากนั้น จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยให้ผู้ ส่งออกไทยมีโอกาสทางการค้าในโรมาเนียได้

แหล่งข้อมูล : Ziarul Financiar

สคต.บูดาเปสต์
ธันวาคม 2563

 


ข่าวเด่นประจาสัปดาห์
จากสคต.บูดาเปสต์
Weekly News
สัปดาห์ที่ 21 ธ.ค. – 26 ธ.ค. 2563

 

 

ห้างค้าปลีกฮังการีใช้ระบบ AI พัฒนาเทคโนโลยี Smart Shelf

บริษัท MOHAnet Mobilsystems ผู้พัฒนาระบบบริหารจัดการออนไลน์ครบวงจร (integrated mobile solutions) และเป็นพันธมิตรกับบริษัท Telenor ธุรกิจเครือข่ายโทรคมนาคมรายใหญ่ในฮังการี ได้พัฒนาเทคโนโลยี “ชั้นวางของอัจฉริยะ” (Smart Shelf) ภายใต้ชื่อโซลูชั่น “MasterShelf” ช่วย
เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสต็อกสินค้าและเก็บข้อมูลผู้บริโภคได้เร็วกว่าการทำวิจัยตลาดแบบเดิม โดยเฉพาะสินค้าประเภทสินค้าสะดวกซื้อ (fast-selling products)

ระบบการจัดการ MasterShelf บูรณาการกับระบบวิเคราะห์และประมวลผล “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ Artificial Intelligence (AI) และระบบการติดตามกระบวนการทำงานแบบ real-time ช่วยผู้จัดจำหน่ายสินค้าคาดการณ์ว่าสินค้าประเภทใดจะขายหมดเมื่อใด ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสต๊อกสินค้าและขนส่งจากคลังสินค้าถึงหน้าร้าน อีกทั้งยังติดตามได้ทันทีว่าสินค้าประเภทใดมีแนวโน้มขายดี เพื่อที่จะได้จัดการเติมสต๊อกสินค้าหน้าร้านได้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่นั้นๆ การใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในการบริหารสต๊อกสินค้าทำให้ลดการติดต่อที่ไม่จำเป็น ไม่ต้องส่งพนักงานไปคอยนับสินค้าถึงที่ อันจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือแพร่เชื้อโรคโควิด-19 โดยขณะนี้มีร้านค้าจำนวนหนึ่งในประเทศฮังการีได้นำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ในการบริหารจัดการสินค้าขายดี เช่น เบียร์ เนื้อสัตว์ในบรรจุภัณฑ์ และบุหรี่

สำหรับผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่ขายได้เร็ว (Fast-Moving Consumer Goods) ที่ผู้บริโภคจำเป็นต้องซื้อใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกาย ระบบ MasterShelf จะช่วยวิเคราะห์ว่าสินค้าประเภทใดในไลน์การผลิตเป็นที่นิยม ประกอบการตัดสินใจการทำการตลาด เพิ่มการผลิตสินค้าและจำนวนสินค้าส่งขายตามร้าน อีกทั้งยังสามารถแสดงผลบนหน้าเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันได้ว่ามีสินค้าเหลืออยู่ที่หน้าร้านเท่าใด อำนวยความสะดวกแก่ผู้บริโภคในการตัดสินใจไปซื้อสินค้าที่ร้านหรือซื้อสินค้าออนไลน์ หลีกเลี่ยงการติดต่อที่ไม่จำเป็นได้

จากระยะทดลอง จนถึงการขยายการใช้งานจริง

ระบบ MasterShelf ในช่วงแรก
พัฒนาขึ้นเพื่อใช้จัดการสต๊อกสินค้าจำพวก
เครื่องดื่มแช่เย็น แต่ในช่วงพัฒนาระบบ
พบว่าการจัดการดังกล่าวใช้ได้ดีกับสินค้า
จำพวกเนื้อสัตว์ในบรรจุภัณฑ์ด้วย จึงได้
ออกแบบระบบสายป้อนสินค้าให้มีเซนเซอร์
อัจฉริยะจับภาพและจำนวนสินค้า ส่งข้อมูล
กลับไปที่ระบบประมวลผลผ่านเครือข่าย
ข้อมูลโทรคมนาคมของ Telenor แสดงผลบนแอปพลิเคชันได้ทันทีว่าตอนนี้มีสินค้าบนชั้นวางจำนวนเท่าใด ต้องเติม
สินค้าอีกครั้งเมื่อใด โปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายในปัจจุบันประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่ ข้อมูลที่ประมวลผล
ได้นั้นจะเป็นประโยชน์กับผู้จัดจำหน่ายสินค้าในการคาดการณ์ความต้องการสินค้าของผู้บริโภคทั่วประเทศ จุด
จำหน่ายใดขายดี ต้องเติมสินค้าบ่อยครั้งขึ้น จุดจำหน่ายใดที่ยอดขายยังไม่เข้าเป้า ต้องกระตุ้นยอดขายมากขึ้น ช่วย
ให้การวางแผนส่งสินค้าลงหน้าร้านมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่มรายได้การขาย ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น อีกทั้งยังสร้าง
ความประทับใจแก่ผู้บริโภค ที่สามารถหาซื้อสินค้าที่ต้องการได้ ไม่ต้องกังวลว่าหากออกมาจับจ่ายสินค้าในร้านค้า
แทนการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อโรคโควิด-19 แล้วจะเสียเวลาเพราะสินค้าขาด
สต๊อก

ข้อคิดเห็น
ปัจจุบันระบบ AI ได้ถูกนำมาใช้ในการบริหารจัดการในหลายภาคส่วน ด้านการค้าปลีก-ส่ง ระบบการบริหาร
จัดการสินค้าคงคลังและติดตามสินค้าหน้าร้าน เป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ผลิตสินค้า ผู้จัด
จำหน่ายและผู้บริโภค ข้อมูลการตลาดจากระบบประมวลผลจะช่วยให้ผู้นำเข้าสามารถวางแผนการตลาดกำหนดกล
ยุทธทางการตลาด ซึ่งสามารถป้อนข้อมูลย้อนกลับมายังผู้ส่งออกไทยได้รวดเร็ว และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหาร
จัดการด้าน Supply chain และโลจิสติกส์ และหากในอนาคตสามารถเชื่อมโยงระบบดังกล่าวให้ผู้ส่งออกสามารถเช็ค
ข้อมูลทางการตลาดได้รวดเร็วได้ว่าสินค้าประเภทใดของตนเป็นที่นิยม ในช่วงเวลาใด จะเป็นข้อมูลทางการตลาดที่
เป็นประโยชน์อย่างมากแก่แก่ผู้ประกอบการตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ โดยไม่ต้องลงทุนกับการวิจัยการตลาดแบบ
ดั้งเดิม

แหล่งข้อมูล : https://trademagazin.hu/

สคต.บูดาเปสต์
ธันวาคม 2563

 


ข่าวเด่นประจาสัปดาห์
จากสคต.บูดาเปสต์
Weekly News
สัปดาห์ที่ 14 ธ.ค. – 18 ธ.ค. 2563

 

 

ผลกระทบของสถานการณ์โควิด-19 ต่อภาคธุรกิจบริการ และตลาดค้าปลีกอาหารในโรมาเนีย
การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมบริการต้อนรับ (HRI หรือ HoReCa) ได้แก่ ธุรกิจสถานประกอบการโรงแรม ภัตตาคาร และการจัดเลี้ยง รวมถึงตลาดค้าปลีกอาหารในประเทศโรมาเนียอย่างมาก แม้รัฐบาลโรมาเนียได้พยายามออกมาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจดังกล่าว เช่น ลดภาษีนิติบุคคลในช่วงไตรมาสแรกของปี อัดฉีดงบประมาณสนับสนุนบริษัท ทว่า SME จำนวนมากก็เผชิญวิกฤตเสี่ยงต่อการล้มละลาย เนื่องจากผู้บริโภคในประเทศเปลี่ยนวิธีการจับจ่ายซื้อของ จากการไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่ตลาด ร้านค้าปลีกและห้างสรรพสินค้า เป็นการสั่งซื้อทางอินเทอร์เน็ตแทน ส่งผลให้ภาคธุรกิจร้านอาหารทั้งประเทศขาดทุนเดือนละประมาณ 460 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท) ในขณะที่ภาคธุรกิจภาคท่องเที่ยวและบริการนั้นคาดการณ์ว่าจะสูญเสียรายได้กว่า 1.15 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท) ตลอดปีพ.ศ. 2563

ประธานสมาคมผู้ประกอบการ HoReCa ในโรมาเนีย เปิดเผยว่า จากวิกฤตครั้งนี้ ธุรกิจกว่า 10,000 ราย ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 30 ของจำนวนร้านอาหารและภัตตาคารทั้งหมดในโรมาเนีย จะต้องปิดกิจการถาวร ในขณะที่ร้านอาหารและโรงแรมที่ยังดำเนินธุรกิจได้ก็จะต้องเผชิญภาวะลำบากในการหารายได้มาให้เพียงพอการจ่ายเงินค่าตอบแทนให้แก่พนักงาน คาดการณ์ว่ามีแรงงานในภาคธุรกิจต้อนรับทั้งประเทศโรมาเนียกว่า 400,000 คน

ผลกระทบอีกประการที่ตามมาคือตลาดเบียร์ในประเทศหดตัวลง สมาคมผู้ผลิตเบียร์ในโรมาเนียระบุว่า ตั้งแต่เกิดวิกฤตการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ปริมาณการบริโภคเบียร์ลดลงราวร้อยละ 10 โดยปรับตัวลดลงมากที่สุด ในไตรมาสที่สาม ซึ่งเป็นช่วงที่ปกติแล้วจะมีการบริโภคเบียร์สูงสุดในรอบปี

ภาคบริการต้องเปิดตลาดออนไลน์

จากสถานการณ์โรคโควิด-19 ที่เข้ามาพลิกโฉมการดำเนินอุตสาหกรรมในทุกภาคส่วน ภาคธุรกิจบริการ
ต้อนรับ (HRI หรือ HoReCa) จึงมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนกลยุทธ์การทำธุรกิจ เข้าไปเล่นในตลาดออนไลน์มากขึ้น
ธุรกิจตัวแทนจัดจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มที่เดิมเคยเน้นดำเนินธุรกิจขายส่งให้กับร้านค้า ก็ปรับรูปแบบเว็บไซต์
ไปสู่การขายแบบ DTC (Direct to Consumer) มากขึ้น โดยไม่ผ่านตัวกลาง เช่นร้านค้า หรือตัวแทนการจำหน่าย
แบบเดิม

บริษัทที่ปรึกษาและบริษัทสื่อโฆษณาเฉพาะทาง ได้ปรับกลยุทธ์จากการจัดประชุมและสัมมนา (MICE) ใน
ห้องประชุมแบบเดิม มาจัดสัมมนาออนไลน์ (online webinar) และเสนอบริการการทำ digital transformation
หรือใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการปรับรูปแบบการดำเนินงาน รวมถึงการวางแผนกลยุทธ์การตลาดออนไลน์และการ
สื่อสารกับผู้บริโภค

ในที่นี้ จึงขอยกตัวอย่างบริษัทในธุรกิจบริการจัดส่งอาหาร (food delivery) ในโรมาเนีย ที่พยายามปรับตัว
ตามพฤติกรรมการบริโภครูปแบบใหม่

– แอพพลิเคชั่น Bringo มีต้นกำเนิดจากประเทศรัสเซีย เร่งขยายพื้นที่บริการ ครอบคลุม 35 เมือง และ
ร่วมมือกับธุรกิจค้าปลีกเช่นห้างสรรพสินค้า Carrefour ร้านขายยาและร้านขายอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง เพื่อขยาย
จุดบริการรับส่งสินค้า นอกจากนี้ ยังเพิ่มบริการรับฝากซื้อของจากร้านค้าปลีกในเครือ รับประการส่งถึงบ้าน
ภายในเวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง
– แอพพลิเคชั่น Glovo มีต้นกำเนิดจากประเทศสเปน ในขณะนี้ให้บริการครอบคลุม 29 เมือง การคิด
ค่าบริการจัดส่งมีทั้งคิดรายครั้ง และเหมาจ่ายเดือนละ 29.99 ลิวโรมาเนีย (ประมาณ 225 บาท) ใช้บริการ
จัดส่งจากร้านอาหาร ร้านขายยา ร้านค้าบุหรี่และสุรา และร้านขายของที่ระลึกที่เข้าร่วมขายบนแอพได้ไม่
จำกัดจำนวนครั้ง
– แอพพลิเคชั่น Foodpanda มีต้นกำเนิดจากประเทศเยอรมนี ร่วมมือกับห้างสรรพสินค้า Cora ให้บริการ
จัดส่งสินค้าถึงมือลูกค้าภายในเวลา 1 ชั่วโมง ในขณะนี้ให้บริการครอบคลุม 7 เมืองที่ห้างสรรพสินค้า Cora
มีสาขาตั้งอยู่ หลังจากแอพพลิเคชั่น Uber Eats หยุดให้บริการในโรมาเนียในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
ร้านอาหารที่ทำสัญญากับ Uber Eats ร้อยละ 90 ได้ย้ายมาร่วมขายบนแอพพลิเคชั่น Foodpanda ช่วย
เสริมจุดแข็งของ Foodpanda ที่สามารถเข้าถึงฐานลูกค้าร้านอาหารเดิมจาก Uber Eats ได้
– แอพพลิเคชั่น Lola Market มีต้นกำเนิดจากประเทศสเปน ร่วมมือกับห้างสรรพสินค้า Auchan ให้บริการ
จัดส่งสินค้าถึงมือลูกค้าภายในเวลา 1 ชั่วโมง ทว่าตอนนี้ยังให้บริการเฉพาะในกรุงบูคาเรสต์
– แอพพลิเคชั่นชำระเงินออนไลน์ NETOPIA จากประเทศโรมาเนีย เปิดตัวบริการจัดส่งอาหารและสินค้า
mobilPay Delivery ร่วมกับร้านค้าและร้านอาหารรายย่อยในพื้นที่ บูรณาการกับบริการกระเป๋าสตางค์
อิเล็คทรอนิคส์ (e-Wallet) mobilPay Wallet ในเครือของตน ช่วงเดือนกรกฎาคมที่เพิ่งเริ่มทดลอง มี
ร้านค้าในกรุงบูคาเรสต์เข้าร่วมโครงการราว 20 ร้าน ทีมผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นตั้งเป้าไว้ว่าภายในสิ้นปีนี้ จะมี
ร้านค้าและร้านอาหารสมัครเป็นผู้ค้าบนแอพพลิเคชั่นเพิ่มขึ้นกว่า 100 ราย
– แอพพลิเคชั่น Gault & Millau Romania มีต้นกำเนิดจากประเทศฝรั่งเศส เลือกที่จะจับตลาดอาหารระดับ
ภัตตาคาร เปิดตัวเว็บไซต์ go-mio.ro จำหน่ายบัตรกำนัลทานอาหารที่ร้าน และสั่งอาหารกลับบ้าน จาก
ภัตตาคารหรูที่เข้าร่วมโครงการเกือบ 300 แห่งทั่วประเทศ

ธุรกิจค้าปลีกอาหารบนตลาดออนไลน์เติบโตดีมาก

แม้ว่าผู้บริโภคในโรมาเนียส่วนมากจะยังนิยมไปซื้อสินค้าที่ร้านค้าแบบดั้งเดิม (traditional store) ผลการ
สำรวจพบว่าผู้บริโภคร้อยละ 35 เปลี่ยนมาซื้อสินค้าบางส่วนทางช่องทางออนไลน์ ผู้บริโภคร้อยละ 86 ยังกล่าวอีกว่า
จะยังคงซื้อของทางออนไลน์อยู่ต่อไปแม้จะหมดช่วงบังคับใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมแล้วก็ตาม คาดการณ์
ว่าในช่วงสิ้นปีนี้ ยอดขายร้านค้าปลีกออนไลน์จะเติบโตกว่าร้อยละ 28 จากยอดขายในปีที่แล้ว ในขณะที่ยอดขาย
ของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่บนช่องทางออนไลน์ช่วงปีนี้จะสูงถึง 6.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2 แสนล้านบาท)
แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ส่งผลให้ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมการจับจ่ายสินค้าอุปโภคบริโภค
อย่างชัดเจนภายในระยะเวลาสั้นๆ

ในช่วงเวลานี้ พบว่าผู้บริโภคในโรมาเนียนิยมเลือกซื้อสินค้าซื้อประจำ (staple goods) จากยี่ห้อที่ผลิตใน
ท้องถิ่นหรือในประเทศตนเอง และลดการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย ผลการสำรวจพบว่าผู้บริโภคร้อยละ 25 กล่าวว่า นิสัย
การจับจ่ายใช้สอยของตนได้เปลี่ยนไปแล้ว และจะไม่กลับมาใช้เงินแบบเดิมก่อนภาวะโรคระบาดอีก
แม้ธุรกิจ e-commerce โรมาเนียในปีนี้จะอยู่ในช่วงขาขึ้น ซูเปอร์มาร์เก็ตหลายรายยังคงขยายการลงทุน
สาขาใหม่ รวมแล้วกว่า 170 สาขาทั่วประเทศ เช่น ห้าง Profi เปิดสาขาใหม่ 114 สาขา ห้าง Mega Image เปิด
สาขาใหม่ 29 สาขา ห้าง Lidl เปิดสาขาใหม่ 15 สาขา ห้าง Carrefour เปิดสาขาใหม่ 6 สาขา ห้าง Penny เปิด
สาขาใหม่ 5 สาขา ส่วนห้าง Kaufland นอกจากจะเปิดสาขาใหม่ 5 สาขาแล้ว ยังเพิ่มบริการพื้นที่รับประทานอาหาร
นอกอาคาร ขนาดพื้นที่ 2,220 ตารางเมตร รองรับผู้ใช้บริการได้สูงถึง 120 คน

การคาดการณ์สถานการณ์ปี 2564

สถาบันวัฒนธรรมธุรกิจการบริการ ประเทศโรมาเนีย (Romanian Hospitality Culture Institute)
เปิดเผยว่า ตลาดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในโรมาเนีย ซึ่งรวมถึงร้านอาหาร ร้านอาหารจานด่วน ( fast food restaurants) ร้านกาแฟและขนม โรงอาหาร บาร์เครื่องดื่ม และซูเปอร์มาร์เก็ต จะมียอดขายเพิ่มขึ้นสองเท่าในปี พ.ศ. 2564 แต่ลดลงร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับ พ.ศ. 2562

นอกจากนี้ ยังกล่าวว่า ภาคธุรกิจ HoReCa กำลังเตรียมฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว (V-shaped recovery) ในปี
หน้า สัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเริ่มแสดงให้เห็นแล้วในไตรมาสนี้ เพราะธุรกิจการจัดส่งอาหารและสั่งอาหาร
กลับบ้าน อันเป็นกลุ่มสินค้าจำเป็น กำลังขยายตัว รวมถึงสถานประกอบการโรงแรมเริ่มกลับมาเปิดให้บริการ ร้านอา
หาเริ่มให้บริการนั่งรับประทานอาหารในร้านได้ ผู้ประกอบการจึงควรฉวยโอกาสในการลงทุนธุรกิจช่วงนี้
ตลาดธุรกิจจัดส่งสินค้าและอาหารในโรมาเนียตอนนี้มีส่วนแบ่งตลาดสูงถึงร้อยละ 50 ในตลาดธุรกิจการ
ให้บริการด้านอาหาร เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากเมื่อปี 2562 ที่มีส่วนแบ่งการตลาดเพียงแค่ร้อยละ 10
โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของวิกฤตโรคโควิด-19

ข้อคิดเห็น
ปัจจุบันตลาดธุรกิจการจัดส่งสินค้าอาหารในโรมาเนีย รวมถึงธุรกิจ HoReCa ได้เข้ามาใช้แพลตฟอร์ม
ออนไลน์ในการขยายส่วนแบ่งทางการตลาดมากขึ้น ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับหลายๆ ประเทศในขณะนี้ จาก
สถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 อละคาดว่าจะเป็น New Normal ของพฤติกรรมผู้บริโภคในการจับจ่าย
ใช้สอยต่อไป
ผู้ประกอบการส่งออกไทยจึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ ในการนำเสนอสินค้าเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น
รวมทั้งรูปแบบและขนาดของ packaging ที่เหมาะสม และสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภค จากการที่มีโอกาส
จับต้องสินค้า มาเป็นการตัดสินใจซื้อสินค้าจากภาพลักษณ์ของสินค้าบนออนไลน์

แหล่งข้อมูล : https://www.romania-insider.com/

สคต.บูดาเปสต์
ธันวาคม 2563


ข่าวเด่นประจาสัปดาห์
จากสคต.บูดาเปสต์
Weekly News
สัปดาห์ที่ 7 – 11 ธันวาคม 2563

 

การใช้ข้าวโพดเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์
ปัจจุบันข้าวโพดได้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจ ที่ไม่เพียงแต่เป็นอาหารสัตว์ในอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์เท่านั้น แต่ยังสามารถใช้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) เพื่อลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมทั้งเป็นวัตุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมหลายประเภท อาทิ อุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมยา และอาหาร เป็นต้น
เนื่องจากในปัจจุบันมีการนำเอทานอลมาใช้ประโยช์เพิ่มมากขึ้น ทั้งในการบริโภค (Beverage alcohol) และการใช้เป็นเชื้อเพลิง (Fuel alcohol) โดยไบโอเอทานอล (Bioethanol) ที่ผลิตจากข้าวโพด เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น ในการเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ ที่สามารถลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แทนน้ำมันแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ ไบโอเอทานอล สามารถเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ตามความเข้มข้นและบริสุทธิ์ของเอทานอล และที่รู้จักกันมากที่สุดคือการนำข้าวโพดมาผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ ในขณะที่ความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่ระดับ 96% สามารถนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เช่นเป็นวัตถุดิบในการผลิต Vodka รวมทั้งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเภสัชกรรม อุตสาหกรรมเครื่องสำอางค์ และเคมีภัณฑ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมและครัวเรือน เช่นการเป็นสารตัวทำละลาย ทินเนอร์ และน้ำยาทำความสะอาดกระจก เป็นต้น

Mr. Zoltán Szabó ผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพในฮังการีกล่าวว่าในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 บริษัทได้แบ่งกำลังการผลิตจากการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ มาผลิตผลิตภัณฑ์เจลล้างมือ (Hand sanitizers) เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด ซึ่งเอทานอลที่ผลิตจากข้าวโพด (ความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ 80%) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ไบโอ มีคุณสมบัติที่ดีที่นอกจากมีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดมือแล้ว ยัง ไม่ทำร้ายผิว (Skin-friendly) อีกด้วย

ข้อคิดเห็น
การใช้นวัตกรรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรที่มีจำนวนมากและหลากหลายชนิดใน
ประเทศไทย นอกจากจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรแล้ว ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์
เนื่องจากกระแสของสินค้าไบโอ เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ รวมทั้งเป็น
การสร้างโอกาสในการส่งออกสินค้านวัตกรรมของไทยมายังตลาดโลก

แหล่งข้อมูล : https://www.agrarszektor.hu

สคต.บูดาเปสต์
ธันวาคม 2563

 


ข่าวเด่นประจาสัปดาห์
จากสคต.บูดาเปสต์
Weekly News
สัปดาห์ที่ 30 พ.ย. – 4 ธ.ค. 2563

 

การช้อปปิ้งออนไลน์กลายเป็นงานอดิเรกใหม่ของชาวฮังกาเรียน:
ประสบการณ์ของลูกค้าและการดำเนินงานที่มั่นคงถือเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

ผู้เชี่ยวชาญได้มีการคาดการณ์มานานแล้วว่าในทศวรรษใหม่นี้จะมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของธุรกิจ อีคอมเมิร์ซ ทว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปีนี้ได้ก่อให้เกิดการเติบโตในธุรกิจนี้เหนือการคาดเดาอย่างมาก แม้ว่าการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสส่งได้ผลเสียหายต่อธุรกิจหลายภาคส่วนในประเทศฮังการี แต่บริษัทที่มีความสามารถในการปรับตัวเข้าสู่การการขายสินค้าออนไลน์ได้อย่างรวดเร็วถือเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จ การแพร่ระบาดนี้ส่งผลให้หนึ่งในสามของประชากรในวัยทำงานมีความกระตือรือร้นเข้าร่วมธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจส่งอาหาร อุปกรณ์ DIY หรือชุดกีฬา ซึ่งการมุ่งเน้นไปที่ประสบการณ์ส่วนตัวของผู้บริโภคและการพัฒนาทางเทคโนโลยีนับว่าเป็นสิ่งจำเป็นต่อความสำเร็จ
ในช่วงไตรมาสสองของปี 2563 ผู้บริโภค ฮังกาเรียนหันมาช้อปปิ้งทางออนไลน์มากขึ้น ทำให้มูลค่าทางการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยระหว่างกลางเดือนมีนาคมถึงปลายเดือนเมษายน มีผู้ซื้อรายใหม่ในอีคอมเมิร์ซ มากกว่า 50,000 ราย เป็นการเพิ่มขึ้นทั้งมูลค่าการสั่งซื้อเฉลี่ยและจำนวนประเภทสินค้า โดยในช่วงไตรมาสแรกร้านค้าออนไลน์ในประเทศได้รับ คำสั่งซื้อถึงประมาณ 9.9 ล้านคำสั่งซื้อ มูลค่าประมาณ 14,960 ล้านบาท
การซื้อขายทางออนไลน์ หรือ E-commerce ได้พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ในปีที่ผ่านมา มียอดขายผ่านเว็บไซต์เพิ่มขึ้น 14 เปอร์เซ็นต์ของตลาดการค้าทั่วโลก หรือคิดเป็นมูลค่า 3.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นมูลค่ามหาศาล จนกระทั่งว็บช็อปที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้วก็ไม่สามารถนั่งอยู่เฉยๆ ได้ จึงต้องลงสู่สนามเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดนี้ ซึ่งแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนามีผลให้ธุรกิจดังกล่าวขยายตัวอย่างรวดเร็ว
การสร้างประสบการณ์ให้แก่ลูกค้า: ปัจจัยสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

การพัฒนาแพลตฟอร์มการขายบนเว็บไซต์ในทศวรรษใหม่นี้จึงไม่ใช่เป็นแค่เพียงโอกาสอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งจำเป็นต่อธุรกิจ ซึ่งในแต่ละตลาด แต่ละสินค้าและบริการ มีคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างกัน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องคิดในระบบที่ออกแบบมาเฉพาะ (customized systems) มากขึ้น การใช้โซลูชันมาตรฐานทั่วไปในการบริหารจัดการจึงไม่สามารถตอบโจทย์การค้ายุคใหม่ได้
นอกจากนี้แพลตฟอร์มโทรศัพท์มือถือยังคงเป็นเวทีสำคัญสำหรับธุรกิจออนไลน์ บริษัทอีคอมเมิร์ซพยายามขยายทางเลือกการชำระเงินออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มีการพัฒนาตัวเลือกการจับจ่ายใช้สอย ทำให้การ ช็อปปิ้งสะดวกมากขึ้น แน่นอนว่าส่วนนี้ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้หากปราศจากซูเปอร์สตาร์ดิจิทัล นั่นก็คือ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการอำนวยความสะดวกในการวิเคราะห์ชุดข้อมูล ประมวลข้อสรุปที่ถูกต้องซึ่งนำไปสู่ การรู้พฤติกรรมเฉพาะตนของผู้บริโภค
แชทบอท (Chat bots) เป็นอีกหนึ่งของระบบ AI ที่สำคัญเช่นกัน จากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคพบว่า กว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภค เลือกที่จะใช้บริการออนไลน์ที่มีแชทบอทอัจฉริยะ และในอนาคตอันใกล้นี้ ดูเหมือนว่าการให้บริการลูกค้าแบบ “ปัญญาประดิษฐ์” จะเป็นตัวกำหนดในการสร้างความประทับใจแรกในเกือบทุกผลิตภัณฑ์และทุกแบรนด์

ข้อคิดเห็น

ปัจจุบันการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์หรือ E-commerce เติบโตอย่างก้าวกระโดด นอกจากนี้ผู้บริโภคเริ่มนิยมเลือกซื้อสินค้าแทบทุกอย่างบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ทำให้สินค้าหลากหลายมีโอกาสในการขายผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ผู้ส่งออกไทยจึงควรเร่งการเข้าสู่การขายทางออนไลน์มากขึ้น เพื่อเพิ่มช่องทางและสร้างโอกาสในการขยายการส่งออกมากขึ้น

สคต.บูดาเปสต์
ธันวาคม 2563

แหล่งข้อมูล : https://trademagazin.hu

 


ข่าวเด่นประจาสัปดาห์
จากสคต.บูดาเปสต์
Weekly News
สัปดาห์ที่ 23 – 27 พ.ย. 2563

 

ผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือกจากพืช (Plant Based Food) มีโอกาสเติบโตสูงในตลาดยุโรป

ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคจำนวนมำกที่หันมำนิยมผลิตภัณฑ์โปรตีนทำงเลือกจำกพืช (Plant Based Food) ทดแทนเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นม ทำให้ภำคอุตสำหกรรมอำหำรต้องปรับตัวเพื่อตอบรับควำมต้องกำรผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยรำยงำนจำกสถำบัน ING เผยว่ำ ผลิตภัณฑ์อำหำรทำงเลือกที่ทำมำจำกพืช หรือ Plant-based alternatives ในตลำดยุโรป จะมีมูลค่ำทำงกำรตลำดถึง 7.5 พันล้ำนยูโร ในปี 2563 เมื่อเทียบกับปี 2562 ที่มีมูลค่ำ 4.4 พันล้ำนยูโร
จำกกำรรำยงำนดังกล่ำวเผยว่ำในช่วงระหว่ำงปี 2553 – 2563 ผลิตภัณฑ์ Plant-based alternatives ขยำยตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 สืบเนื่องจำกกระแสกำรตื่นตัวของผู้บริโภคด้ำนสุขภำพ ควำมยั่งยืนด้ำนอำหำร กำรให้ควำมสำคัญด้ำนสวัสดิภำพของสัตว์ รวมทั้งกำรมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้ำสู่ตลำด ได้แก่ เบอร์เกอร์โปรตีนทำงเลือก เครื่องดื่ม และไอศครีม ที่ทำจำกพืช (Plant-based burger, beverages and ice creams) อย่ำงไรก็ตำม ถึงแม้ว่ำจะมีแนวโน้มกำรขยำยตัวสูง แต่สัดส่วนทำงกำรตลำดยังคงไม่มำกนัก โดยสัดส่วนทำงกำรตลำดของผลิตภัณฑ์โปรตีนทดแทนเนื้อสัตว์คิดเป็น 0.7% และผลิตภัณฑ์โปรตีนทดแทนนมคิดเป็น 2.5% ของภำคอุตสำหกรรมอำหำรทั้งหมด ทั้งนี้ปริมำณกำรบริโภคโปรตีนทำงเลือกจำกพืชในแต่ละภูมิภำคในยุโรป มีควำมแตกต่ำงกันขึ้นอยู่กับรำคำและควำมหลำกหลำยของผลิตภัณฑ์
โดยปัจจุบันอำหำรโปรตีนทำงเลือกยังมีข้อด้อยเมื่อเทียบกับอำหำรที่ทำจำกเนื้อสัตว์และนม ที่สำคัญ 3 ประกำร ประกำรแรก คือ รำคำที่สูงกว่ำโดยเปรียบเทียบ ประกำรที่สอง คือ รสชำติและลักษณะของอำหำร และประกำรสุดท้ำย โปรตีนทำงเลือกสำมำรถนำมำปรุงได้อย่ำงจำกัด
ทั้งนี้ หำกผู้ผลิตต้องกำรขยำยตลำดอำหำรโปรตีน
ทำงเลือกเข้ำสู่กลุ่มผู้บริโภคมำกขึ้น จำเป็ นต้องลดควำม
แตกต่ำงของรำคำ เพิ่มกำรเข้ำถึงผู้บริโภคให้มำกขึ้น รวมถึง
กำรพัฒนำรสชำติ
แนวโน้มกำรเติบโตผลิตภัณฑ์โปรตีนทำงเลือก
เป็นได้ทั้งโอกำสและภัยคุกคำม เนื่องจำกผู้ผลิตอำหำรในโรงงำนอุตสำหกรรมสำมำรถปรับตัวรองรับกำรผลิต
ผลิตภัณฑ์ทั้งประเภทโปรตีนทำงเลือก และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ในขณะที่เกษตรกรและปศุสัตว์ยังคงต้องพึ่งพำห่วง
โซ่กำรผลิตอำหำรแบบดั้งเดิม
แม้ว่ำผลิตภัณฑ์โปรตีนทำงเลือกกำลังได้รับควำมสนใจเป็นอย่ำงมำก และมีกำรเติบโตสูง แต่สัดส่วนทำง
กำรตลำดในตลำดยุโรปยังคงน้อยกว่ำผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์และนม เนื่องจำกคุณลักษณะของเนื้อสัตว์และนมนั้น
เลียนแบบให้เหมือนได้ยำก อย่ำงไรก็ตำมคำดว่ำผลิตภัณฑ์โปรตีนทำงเลือกจะสำมำรถครองส่วนแบ่งทำง
กำรตลำดได้ทัดเทียมกับผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมได้ในภำยในปี 2593

ข้อคิดเห็น

ในช่วงหลำยปี ที่ผ่ำนมำกระแสควำมใส่ใจในสุขภำพ และสิ่งแวดล้อม ได้รับควำมสนใจในกลุ่มผู้บริโภค
ทั่วโลกมำกขึ้น ผลิตภัณฑ์โปรตีนทำงเลือกจะเป็นสินค้ำที่ผู้บริโภคต้องกำรเพิ่มขึ้น ทั้งนี้หำกผู้ผลิตในอุตสำหกรรม
อำหำรของไทย ค้นคว้ำและพัฒนำควำมหลำกหลำย และรสชำติ จึงน่ำจะเป็นโอกำสในกำรส่งออกสินค้ำดังกล่ำว
มำยังตลำดยุโรปได้มำกขึ้น

สคต.บูดำเปสต์
พฤศจิกำยน 2563

ที่มำ: https://www.agrarszektor.hu/


 

ข่าวเด่นประจาสัปดาห์
จากสคต.บูดาเปสต์
Weekly News
สัปดาห์ที่ 16 – 20 พ.ย. 2563

 

Semcorp จากจีนจับมือฮังการีสร้างโรงงานผลิตแผ่นฟิล์มกั้นแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า

นาย Péter Szijjártó รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการค้า เปิดเผยว่าจะมีการสร้างโรงงานบริษัท Semcorp จากเมือง Shanghai ประเทศจีน ซึ่งเป็นบริษัทผู้นาตลาดโลกในการผลิตสินค้าแผ่นฟิล์มกั้น (separator film) ที่ใช้ในแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า โดยจะลงทุนมูลค่าประมาณ 6.5 พันล้านบาท ที่เมือง Debrecen ในพื้นที่จานวน 190,000 ตรม.
ในการตัดสินใจสร้างโรงงานดังกล่าว ฮังการีต้องเผชิญกับการแข่งขันอีกสามประเทศในยุโรป ในการดึงการลงทุนจากบริษัท Semcorp ซึ่งสุดท้ายบริษัท Semcorp เลือกที่จะมาลงทุนในฮังการี การลงทุนครั้งนี้จะสามารถสร้างงานได้ถึง 440 คน โดยรัฐบาลฮังการีจะให้การสนับสนุนเงินลงทุนแบบให้เปล่ามูลค่า 1.3 พันล้านบาท
จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด – 19 ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นประเด็นท้าทายในเรื่องของสุขภาพประชาชนแต่ยังรวมถึงประเด็นการเติบโตทางเศรษฐกิจเช่นกัน ซึ่งนาย Péter Szijjártó ย้าว่ารัฐบาลฮังการีมีความจาเป็นต้องรักษาการจ้างงานของประชาชนท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19
นอกจากนี้ยุคใหม่ของเศรษฐกิจโลกเพิ่งจะเริ่มต้น ซึ่งจะเป็นการแบ่งประเทศต่างๆ ทั้งในประเภทของธุรกิจ รวมทั้งตัดสินว่าใครคือผู้ชนะและผู้แพ้จากการแข่งขันซึ่งปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวตัดสินคือความสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
นาย Péter Szijjártó ระบุว่าในช่วงเพียงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาฮังการีมีข่าวการเข้ามาลงทุนของต่างชาติหลายโปรเจค นับได้ว่าผลพวงของลงทุนจากต่างประเทศ เป็นปัจจัยสาคัญในการสร้างงานของประเทศในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และกล่าวได้ว่าปัจจุบันฮังการีเป็นหนึ่งในประเทศผู้ชนะในยุคเศรษฐกิจโลกใหม่นี้

สาหรับโรงงานของบริษัท Semcorp ที่เมือง Debrecen จะสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดในยุโรป เนื่องจากอุตสาหกรรมรถยนต์จะเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสาคัญในอนาคต โดยเปลี่ยนจากรถยนต์ขับเคลื่อนแบบธรรมดาเป็นแบบไฟฟ้าแทนมากขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งนี้ ฮังการีนับเป็นหนึ่งในฐานการผลิตของอุตสาหกรรมรถยนต์แบบดั้งเดิมในยุโรป และจากการตัดสินใจการลงทุนของบริษัท Semcorp จะทาให้ฮังการีกลายเป็นฐานการผลิตที่สาคัญของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจากการลงทุนในครั้งนี้ ทาให้มูลค่ารวมของการลงทุนจากจีนในฮังการีเพิ่มขึ้นเป็น 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และจะทาให้มีการจ้างแรงงานจานวนมากรวม 15,000 คน
นอกจากนี้ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงการแพร่ระบาดของโควิด – 19 และเศรษฐกิจตกต่าทั่วโลก จีนเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีมูลค่าการค้ากับฮังการีเพิ่มขึ้น โดยขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 18 และการส่งออกของฮังการีไปยังจีนเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.5

ข้อคิดเห็น

ข้อคิดเห็น
ประเทศฮังการีมีปัจจัยพื้นฐานที่เปรียบคู่แข่งในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศหลายด้าน เช่น สภาพภูมิศาสตร์ประเทศที่อยู่ใจกลางยุโรป ที่สามารถเชื่อมโยงไปยังตลาดอื่นๆได้ ทาให้นักลงทุนจีนให้ความสนใจ สะท้อนให้เห็นถึงฮังการีเป็นประเทศที่มีความมั่นคงปลอดภัยเหมาะกับการลงทุนระยะยาว รวมทั้งทักษะของแรงงาน ซึ่งจะยังคงเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้เศรษฐกิจของฮังการีเติบโตท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน

สคต.บูดาเปสต์
พฤศจิกายน 2563

ที่มา: https://kormany.hu/